top of page
ค้นหา

จักรยานยางตันคืออะไร?

16 ก.ย.
ยาว 3 นาที

จักรยานยางตันคืออะไร? ต่างจากจักรยานยางเติมลมอย่างไร พร้อมข้อดี ข้อเสีย และประวัติความเป็นมา



ถ้าพูดถึงยางจักรยาน ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือยางที่ต้องใช้สูบเติมลม และเมื่อเจอตะปู เศษแก้ว หรือของมีคมก็มีโอกาสรั่วหรือแบนได้ แต่จริง ๆ แล้วจักรยานไม่ได้มีเฉพาะยางแบบเติมลมเท่านั้น เพราะยังมี “ยางตัน” หรือ Airless Tire / Solid Tire ที่ไม่จำเป็นต้องเติมลม และแทบจะตัดปัญหาเรื่องยางรั่วออกไปได้เลย

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ยางตันไม่ได้เป็นเทคโนโลยีใหม่ ในทางกลับกันมันมีประวัติอยู่คู่กับจักรยานมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ และเกิดขึ้นก่อนที่ยางเติมลมจะแพร่หลายเสียอีก

บทความนี้จะพาไปดูว่า จักรยานยางตันคืออะไร แตกต่างจากยางเติมลมอย่างไร มีข้อดีและข้อเสียอะไร และเพราะเหตุใดยางเติมลมจึงกลายเป็นมาตรฐานของจักรยานมาจนถึงปัจจุบัน


จักรยานยางตัน คืออะไร?

จักรยานยางตัน คือจักรยานที่ใช้ยางซึ่ง ไม่ต้องอาศัยแรงดันอากาศภายในยางเพื่อรองรับน้ำหนักและรักษารูปทรง

ยางตันแบบดั้งเดิมอาจผลิตจากยางเนื้อแน่นทั้งเส้น แต่ยาง Airless สมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็น “ก้อนยางตันแข็ง ๆ” เสมอไป ผู้ผลิตบางรายใช้วัสดุประเภทโฟม โพลิเมอร์ หรือโครงสร้างภายในที่มีช่องอากาศขนาดเล็กจำนวนมาก เพื่อทำให้ยางสามารถยุบตัวและคืนรูปได้คล้ายยางเติมลม

หลักการสำคัญคือ

ไม่มีห้องอากาศที่ต้องสูบลมเข้าไป

ดังนั้นจึงไม่มีแรงดันลมให้สูญเสีย และไม่มี Inner Tube หรือห้องลมที่จะถูกตะปูหรือเศษแก้วเจาะจนเกิดอาการยางแบน

จึงมักเรียกยางประเภทนี้ว่า

  • Solid Tire

  • Airless Tire

  • Puncture-proof Tire ในผลิตภัณฑ์บางประเภท

  • ยางตัน หรือยางไร้ลม ในภาษาไทย

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสับสนระหว่าง “ยางตัน” กับ “ยางกันหนาม” เพราะยางจักรยานทั่วไปบางรุ่นยังเป็นยางเติมลมเหมือนเดิม เพียงเพิ่มชั้นป้องกันการเจาะเข้าไปใต้ดอกยางเท่านั้น


แล้วจักรยานยางเติมลมคืออะไร?

ยางเติมลม หรือ Pneumatic Tire ใช้อากาศที่มีแรงดันอยู่ภายในยางเป็นส่วนสำคัญในการรับน้ำหนักของจักรยานและผู้ขี่

ระบบที่พบได้ทั่วไปมีสองรูปแบบใหญ่ ๆ คือ

ยางนอก + ยางใน (Clincher with Inner Tube)เป็นระบบจักรยานที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เมื่อเติมลมเข้าไปในยางใน ยางในจะดันยางนอกให้คงรูปและรับน้ำหนัก

Tubelessไม่มี Inner Tube แต่ยังคงเป็น “ยางเติมลม” เพราะใช้แรงดันอากาศภายในยางเช่นเดียวกัน เพียงเปลี่ยนวิธีซีลอากาศระหว่างยางกับขอบล้อ และมักใช้น้ำยาซีลช่วยอุดรูขนาดเล็ก

ดังนั้นคำว่า Airless กับ Tubeless ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

Airless = ไม่ใช้แรงดันอากาศTubeless = ใช้อากาศ แต่ไม่ใช้ยางใน


ยางตันเกิดก่อนยางเติมลม

ประวัติของยางจักรยานน่าสนใจกว่าที่หลายคนคิด

จักรยานยุคแรกในช่วงศตวรรษที่ 19 ยังไม่ได้มีความสะดวกสบายเหมือนจักรยานในปัจจุบัน ถนนจำนวนมากไม่ได้ราบเรียบ และจักรยานหลายรุ่นใช้ล้อและโครงสร้างที่ทำจากไม้หรือโลหะ

เมื่อเทคโนโลยียางธรรมชาติได้รับการพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะกระบวนการ Vulcanization ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยางจึงมีความแข็งแรง ทนทาน และสามารถนำมาใช้งานกับยานพาหนะได้ดีขึ้น

จักรยานในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จำนวนมากจึงเริ่มใช้ ยาง Solid Rubber ครอบอยู่รอบขอบล้อ

ยางตันช่วยลดแรงกระแทกได้ดีกว่าการใช้ขอบล้อโลหะสัมผัสกับพื้นโดยตรง แต่เมื่อเทียบกับมาตรฐานในปัจจุบัน การขี่จักรยานเหล่านั้นก็ยังค่อนข้างสะเทือน โดยเฉพาะเมื่อวิ่งบนถนนที่ขรุขระ

Science Museum ของอังกฤษถึงกับอธิบายถึงจักรยานยุควิกตอเรียที่ใช้ยางตันว่า ปัญหาแรงสั่นสะเทือนจากถนนเป็นเรื่องสำคัญจนผู้ผลิตต้องทดลองสร้างเฟรมจักรยานที่มีระบบสปริงเพื่อช่วยลดแรงสะเทือน


ยางเติมลมไม่ได้เริ่มต้นจาก Dunlop

ชื่อที่คนส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับการคิดค้นยางเติมลมคือ John Boyd Dunlop

แต่ในทางประวัติศาสตร์ ผู้ที่คิดค้นแนวคิดยางเติมลมก่อนหน้า Dunlop หลายสิบปีคือวิศวกรชาวสกอตชื่อ Robert William Thomson

ในปี ค.ศ. 1845 Thomson ได้พัฒนาและจดสิทธิบัตรสิ่งที่เรียกว่า Aerial Wheel ซึ่งใช้ยางหรือวัสดุที่สามารถบรรจุอากาศไว้ภายใน เพื่อสร้างชั้นอากาศรองรับระหว่างล้อและพื้นถนน

จุดประสงค์ในเวลานั้นไม่ได้มุ่งไปที่จักรยาน แต่เป็นการช่วยให้รถม้าที่วิ่งบนถนนมีความนุ่มนวลและมีเสียงรบกวนน้อยลง

แนวคิดนี้สามารถใช้งานได้จริง แต่ข้อจำกัดด้านวัสดุและต้นทุนการผลิตทำให้ยังไม่สามารถแพร่หลายได้ในเวลานั้น


John Boyd Dunlop และการเปลี่ยนแปลงของจักรยาน

กว่า 40 ปีต่อมา John Boyd Dunlop ซึ่งทำงานเป็นสัตวแพทย์ใน Belfast ได้กลับมาพัฒนาแนวคิดยางเติมลมอีกครั้ง

ประมาณปี ค.ศ. 1887–1888 Dunlop ต้องการทำให้รถสามล้อของลูกชายวิ่งได้สบายขึ้น เขาจึงทดลองทำยางที่มีอากาศอยู่ภายในแล้วนำมาติดกับล้อ

ผลลัพธ์คือจักรยานวิ่งได้นุ่มขึ้นและมีประสิทธิภาพดีขึ้น

Dunlop ได้รับสิทธิบัตรในปี 1888 และหลังจากนั้นได้นำยางไปทดลองใช้กับจักรยานแข่งขัน

ในปี 1889 นักปั่น Willie Hume ใช้ยางลักษณะดังกล่าวแข่งขันและประสบความสำเร็จในการแข่งขันหลายรายการ ทำให้ผู้คนเริ่มเห็นว่าการใช้ “อากาศ” เป็นตัวรองรับน้ำหนักสามารถสร้างความได้เปรียบได้อย่างมาก

ภายหลังพบว่าสิทธิบัตรของ Robert William Thomson มีมาก่อนแล้ว สิทธิบัตรบางส่วนของ Dunlop จึงถูกกระทบจาก prior art ของ Thomson

ดังนั้น หากพูดให้แม่นยำทางประวัติศาสตร์

Thomson คือหนึ่งในผู้บุกเบิกและเป็นผู้จดสิทธิบัตรแนวคิดยางเติมลมก่อน ส่วน Dunlop คือผู้ที่ทำให้ยางเติมลมสำหรับจักรยานสามารถนำมาใช้งานจริงและแพร่หลายได้


จากยางตันสู่ยางเติมลม

ช่วงทศวรรษ 1890 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

National Museum of American History ของ Smithsonian ระบุว่า ผู้ผลิตจักรยานในช่วงนั้นเริ่มเปลี่ยนจาก ยางยางตันที่ติดอยู่กับขอบล้อ ไปสู่ยาง Pneumatic ที่ถอดออกและเติมอากาศได้

ผลที่ตามมาคือจักรยาน

  • นุ่มขึ้น

  • ปั่นง่ายขึ้น

  • วิ่งเร็วขึ้น

และช่วยให้จักรยานได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

ภายในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จักรยานรูปแบบ Safety Bicycle ซึ่งมีล้อหน้าและหลังขนาดใกล้เคียงกัน เฟรมรูปแบบที่คล้ายจักรยานปัจจุบัน ระบบโซ่ และยางเติมลม ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของจักรยานสมัยใหม่


ทำไมยางเติมลมถึงขี่สบายกว่ายางตัน?

เหตุผลสำคัญคือ อากาศสามารถทำหน้าที่เหมือนสปริงได้

เมื่อยางวิ่งผ่านพื้นผิวที่ไม่เรียบ ยางจะยุบตัวเล็กน้อยเพื่อรับแรงกระแทก ก่อนกลับคืนรูป

แทนที่แรงกระแทกทั้งหมดจะส่งจากพื้น

พื้น → ล้อ → เฟรม → ผู้ขี่

แรงส่วนหนึ่งจะถูกดูดซับจากการเปลี่ยนรูปของยางและแรงดันอากาศภายใน

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แม้จักรยานจะไม่มีโช้กหรือระบบกันสะเทือน ยางเติมลมก็ยังช่วยให้จักรยานขี่สบายได้มาก


ยางตัน vs ยางเติมลม ต่างกันอย่างไร?

หัวข้อ

ยางตัน / Airless

ยางเติมลม / Pneumatic

ต้องเติมลม

ไม่ต้อง

ต้องเติม

ปัญหายางรั่ว

แทบไม่มีจากการเจาะทะลุ

มีโอกาสเกิด

การตรวจแรงดัน

ไม่ต้อง

ควรตรวจเป็นระยะ

ความนุ่มนวล

โดยทั่วไปแข็งกว่า

ปรับได้ด้วยแรงดันลม

การปรับให้เหมาะกับน้ำหนัก

ปรับไม่ได้หรือได้น้อย

ปรับแรงดันได้

น้ำหนัก

ขึ้นอยู่กับวัสดุ

มีตัวเลือกน้ำหนักมากกว่า

Rolling Resistance

ขึ้นกับโครงสร้างและวัสดุ

สามารถทำได้ต่ำมาก

การติดตั้ง

บางรุ่นติดตั้งค่อนข้างยาก

โดยทั่วไปง่ายกว่า

การดูแล

ต่ำมาก

ต้องเติมลม/ซ่อมเมื่อรั่ว

เหมาะกับ

รถใช้งานในเมือง รถเช่า รถที่เน้นความพร้อมใช้

จักรยานทั่วไป กีฬา Touring MTB Road ฯลฯ


ข้อดีของจักรยานยางตัน

1. แทบไม่ต้องกังวลเรื่องยางรั่ว

นี่คือจุดแข็งที่ชัดเจนที่สุด

เพราะไม่มีห้องอากาศ จึงไม่มีอากาศให้รั่วออกเมื่อถูกตะปู เศษแก้ว หรือวัตถุแหลมแทงเข้าไปในลักษณะเดียวกับยางเติมลม

สำหรับจักรยานที่ต้องวิ่งทุกวัน เช่น

  • จักรยานส่งของ

  • จักรยานเช่า

  • จักรยานในโรงงาน

  • จักรยานสำหรับเดินทางไปทำงาน

การลดความเสี่ยงจากยางแบนระหว่างทางอาจมีความสำคัญมากกว่าน้ำหนักหรือสมรรถนะสูงสุด

2. ไม่ต้องตรวจลมยาง

ยางจักรยานเติมลมจะค่อย ๆ สูญเสียแรงดันตามธรรมชาติ

Schwalbe ระบุว่าการสูญเสียแรงดันของยางในจักรยานสามารถเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแนะนำให้ตรวจแรงดันเป็นระยะ

ยาง Airless ไม่มีปัญหานี้

ไม่ว่าจักรยานจะถูกจอดไว้หลายวัน เมื่อหยิบขึ้นมาใช้งานก็ไม่ต้องเริ่มจากการตรวจว่า “ลมอ่อนหรือยัง”

3. ลดอุปกรณ์ที่ต้องพก

ผู้ที่ใช้ยางเติมลมเดินทางไกลมักต้องเตรียม

  • ยางในสำรอง

  • ที่งัดยาง

  • สูบลม

  • ชุดปะยาง

  • หรือ CO₂ Inflator

แต่หากเป็นยางตัน ปัญหาเกี่ยวกับการรั่วจาก Inner Tube จะหายไป

4. เหมาะกับจักรยานที่ต้องการความพร้อมใช้งานสูง

สำหรับจักรยานสาธารณะ จักรยาน Fleet หรือจักรยานในองค์กร การที่จักรยานหนึ่งคันต้องหยุดให้บริการเพราะยางรั่วอาจมีต้นทุนด้านแรงงานและการซ่อมบำรุง

ยาง Airless จึงมีความน่าสนใจในงานประเภทนี้เป็นพิเศษ


ข้อเสียของจักรยานยางตัน

ยางตันไม่ได้ดีกว่ายางเติมลมในทุกด้าน

หากเป็นเช่นนั้น ยางเติมลมคงไม่ได้ครองตลาดจักรยานมากกว่าร้อยปี

1. ความนุ่มนวลมักสู้ยางเติมลมได้ยาก

นี่ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุด

ยางเติมลมสามารถเปลี่ยนรูปตามพื้นถนนได้ดี และผู้ขี่สามารถปรับแรงดันให้เหมาะกับน้ำหนัก สภาพถนน และรูปแบบการขี่

Schwalbe อธิบายว่าแรงดันที่ต่ำลงในระดับที่เหมาะสมสามารถเพิ่มความสามารถของยางในการดูดซับแรงสะเทือนและเพิ่ม Grip ได้

ยางตันไม่มีตัวแปร “แรงดันลม” ให้ปรับ

ผู้ผลิตจึงต้องพยายามเลียนแบบคุณสมบัตินี้ด้วยชนิดของยาง โฟม หรือโครงสร้าง Polymer แทน

2. Rolling Resistance อาจสูงกว่าในบางรูปแบบ

Rolling Resistance หรือแรงต้านการหมุนเกิดจากพลังงานที่สูญเสียไปขณะยางเปลี่ยนรูป

Schwalbe อธิบายว่าการเปลี่ยนรูปของยางเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของ Rolling Resistance

ยางตันแบบดั้งเดิมที่มีวัสดุจำนวนมากต้องยุบและคืนรูปทุกครั้งที่ล้อหมุน จึงอาจสูญเสียพลังงานมากกว่ายาง Pneumatic ประสิทธิภาพสูง

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมารวมว่า “ยางตันทุกชนิดต้องปั่นหนักกว่าเสมอ”

เทคโนโลยี Airless สมัยใหม่ใช้วัสดุ Polymer และ Foam ที่มีน้ำหนักและความยืดหยุ่นแตกต่างจากยางตันในอดีต ตัวอย่างเช่น Tannus ระบุว่ายาง Airless รุ่นปัจจุบันถูกออกแบบให้มีน้ำหนักและสมรรถนะใกล้เคียงยางทั่วไป

สมรรถนะจริงจึงต้องพิจารณาเป็นรายผลิตภัณฑ์

3. ปรับความแข็งของยางไม่ได้

นี่เป็นข้อแตกต่างที่คนเล่นจักรยานจะรู้สึกได้อย่างชัดเจน

ยางเติมลมสามารถปรับแรงดันให้เหมาะกับ

  • น้ำหนักผู้ขี่

  • น้ำหนักสัมภาระ

  • ถนน

  • ความเร็ว

  • สภาพพื้นผิว

  • ความต้องการ Grip

  • ความต้องการความนุ่ม

ตัวอย่างเช่น จักรยาน Gravel หรือ MTB สามารถลดแรงดันเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสกับพื้นและช่วยดูดซับแรงกระแทก

แต่ยางตันมีค่าความแข็งและการยุบตัวที่ถูกกำหนดจากโรงงานเป็นหลัก

4. การติดตั้งอาจยากกว่า

ยาง Airless ต้องยึดกับขอบล้อโดยไม่มีแรงดันอากาศภายในช่วยดัน Bead ของยางเข้ากับขอบล้อ

ผู้ผลิตจึงต้องใช้ระบบยึดเฉพาะหรือออกแบบให้ยางฟิตกับขอบล้อมากเป็นพิเศษ

ยางบางรุ่นจึงติดตั้งหรือถอดออกยากกว่ายางจักรยานทั่วไป

5. ตัวเลือกขนาดและสมรรถนะยังไม่หลากหลายเท่ายางเติมลม

ตลาดยางเติมลมมีการพัฒนามากกว่าหนึ่งศตวรรษ

ปัจจุบันจึงมีตั้งแต่

Road BikeMountain BikeGravelTouringBMXFolding BikeCargo BikeE-Bike

พร้อม Compound, Tread Pattern, Casing และระดับแรงดันให้เลือกจำนวนมาก

Airless Tire ยังมีตลาดเล็กกว่า จึงไม่สามารถให้ตัวเลือกได้หลากหลายเท่าในหลายประเภทของจักรยาน


ข้อเสียของยางเติมลมก็มีเช่นกัน

ถึงแม้ Pneumatic Tire จะให้สมรรถนะและความสบายสูง แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยน

ยางรั่วได้

ตะปู เศษแก้ว หินคม หรือโลหะสามารถทำให้ยางรั่วได้

ระบบยางในยังสามารถเกิด Pinch Flat ได้หากแรงดันต่ำและกระแทกขอบหลุมอย่างแรง

ต้องตรวจแรงดัน

แรงดันอากาศลดลงตามเวลา จึงต้องมีการตรวจและเติมลมเป็นระยะ

ต้องเลือกแรงดันให้เหมาะสม

แรงดันสูงเกินไปอาจทำให้ขี่แข็งและ Grip ลดลงบนพื้นบางประเภท

แรงดันต่ำเกินไปอาจทำให้ยางยุบตัวมาก เพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายและส่งผลต่อประสิทธิภาพ

ดังนั้น “เติมลมแข็งที่สุด” ไม่ได้หมายถึง “ดีที่สุด” เสมอไป


ทำไมจักรยานส่วนใหญ่ในโลกยังใช้ยางเติมลม?

คำตอบคือ ความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างน้ำหนัก ความสบาย Grip และประสิทธิภาพ

อากาศเป็นวัสดุรองรับน้ำหนักที่เบามาก

เมื่อออกแบบโครงสร้างยางอย่างเหมาะสม ผู้ผลิตสามารถสร้างยางที่

  • น้ำหนักเบา

  • ยุบตัวตามพื้นถนนได้

  • ยึดเกาะดี

  • ปั่นได้เร็ว

  • ปรับพฤติกรรมได้ด้วยแรงดันลม

นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่หลังจาก Pneumatic Tire เริ่มแพร่หลายในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ยางเติมลมจึงค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ยางตัน และกลายเป็นมาตรฐานของจักรยานมาจนถึงปัจจุบัน

Smithsonian ระบุว่าการเปลี่ยนจาก Solid Rubber Tire มาเป็น Pneumatic Tire ในยุค 1890 ช่วยให้จักรยานนุ่มขึ้น ปั่นง่ายขึ้น และเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


แล้วทำไมปัจจุบัน “ยางตัน” ถึงกลับมาได้รับความสนใจ?

เพราะรูปแบบการใช้จักรยานเปลี่ยนไป

จักรยานในปัจจุบันไม่ได้ถูกใช้เพื่อการแข่งขันหรือการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังถูกใช้ในระบบ

  • Bike Sharing

  • Delivery

  • Last-mile Transportation

  • จักรยานโรงงาน

  • จักรยานสำหรับเดินทางในเมือง

  • E-Bike

การใช้งานเหล่านี้บางประเภทให้ความสำคัญกับ Reliability และ Maintenance Cost มากกว่าน้ำหนักหรือความเร็วสูงสุด

พร้อมกันนั้น เทคโนโลยีด้าน Polymer และวัสดุสังเคราะห์ก็พัฒนาไปมาก ทำให้ Airless Tire สมัยใหม่สามารถออกแบบให้มีความยืดหยุ่นและน้ำหนักลดลงกว่ายางตันในอดีต

จึงอาจกล่าวได้ว่า

ยางตันไม่ได้กลับมาเพราะมันสามารถแทนที่ยางเติมลมได้ทุกกรณี แต่กลับมาเพราะเทคโนโลยีใหม่ทำให้มันสามารถแก้ปัญหาบางประเภทได้ดีมาก


แล้วควรเลือกยางตันหรือยางเติมลม?

คำตอบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์

หากต้องการจักรยานที่

หยิบแล้วขี่ได้เลย ไม่ต้องเติมลม และไม่อยากกังวลเรื่องยางรั่ว

Airless Tire หรือยางตันเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะจักรยานใช้งานในเมือง

แต่ถ้าให้ความสำคัญกับ

ความนุ่มนวล ประสิทธิภาพ น้ำหนัก Grip และความสามารถในการปรับแต่ง

ยางเติมลมยังมีข้อได้เปรียบอย่างมาก และเป็นเหตุผลว่าทำไมจักรยาน Road, MTB, Gravel, Touring และจักรยานสมรรถนะสูงส่วนใหญ่ยังคงใช้ Pneumatic Tire


สรุป

ประวัติศาสตร์ของยางจักรยานเหมือนหมุนกลับมาเป็นวงกลม

จักรยานเริ่มต้นจากล้อแข็งและยางตัน ก่อนที่การถือกำเนิดของยางเติมลมในศตวรรษที่ 19 จะเปลี่ยนประสบการณ์การขี่จักรยานไปอย่างมาก

Robert William Thomson เป็นผู้บุกเบิกแนวคิด Pneumatic Tire ตั้งแต่ปี 1845 ก่อนที่ John Boyd Dunlop จะพัฒนาแนวคิดนี้ให้เหมาะกับจักรยานในช่วงปลายทศวรรษ 1880 จนยางเติมลมแพร่หลายไปทั่วโลก

กว่า 130 ปีต่อมา ยางตันกำลังกลับมาอีกครั้งในชื่อของ Airless Tire

แต่ครั้งนี้ไม่ได้กลับมาในรูปของก้อนยางแข็งแบบในอดีตเพียงอย่างเดียว หากแต่มี Polymer, Foam และเทคโนโลยีวัสดุสมัยใหม่เข้ามาช่วยลดข้อเสียเดิม

ท้ายที่สุดจึงไม่มีคำตอบว่า

“ยางตันหรือยางเติมลม แบบไหนดีกว่ากัน?”

แต่ควรถามว่า

“จักรยานคันนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานแบบไหน?”

เพราะยางที่เหมาะกับจักรยานซึ่งต้องวิ่งทุกวันโดยไม่ต้องการการบำรุงรักษา อาจแตกต่างอย่างมากจากยางที่เหมาะกับนักปั่นซึ่งต้องการความเร็ว ความนุ่มนวล และประสิทธิภาพสูงสุด

และนั่นคือเหตุผลที่ทั้ง Pneumatic Tire และ Airless Tire ยังคงมีพื้นที่ของตัวเองในโลกจักรยานยุคปัจจุบัน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. National Museums Scotland — The Dunlop tyre: Air apparentข้อมูลประวัติ Robert William Thomson, John Boyd Dunlop, การพัฒนา Pneumatic Tire และการแข่งขันจักรยานในปี 1889National Museums Scotland – The Dunlop tyre: Air apparent

  2. Smithsonian National Museum of American History — A smoother rideข้อมูลการเปลี่ยนจาก Solid Rubber Tire มาเป็น Pneumatic Tire ในจักรยานช่วงทศวรรษ 1890Smithsonian – A smoother ride

  3. Smithsonian Institution — The Safety Bicycle and Beyondข้อมูลประวัติ Safety Bicycle และบทบาทของ Pneumatic Tire ต่อการพัฒนาจักรยานสมัยใหม่Smithsonian – The Safety Bicycle and Beyond

  4. Science Museum Group — Pneumatic cycle tyre, 1888ข้อมูลตัวอย่างยางจักรยาน Pneumatic ของ Dunlop ปี 1888Science Museum Group – Pneumatic cycle tyre

  5. Science Museum Group — Replica of a Thomson Pneumatic Tyreข้อมูลยาง Pneumatic ตามสิทธิบัตรของ Robert William Thomson ปี 1845Science Museum Group – Thomson Pneumatic Tyre

  6. Schwalbe — Rolling Resistanceข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับ Rolling Resistance การเปลี่ยนรูปของยาง ความกว้าง และแรงดันลมSchwalbe – Rolling Resistance

  7. Schwalbe — Tire Pressureข้อมูลเกี่ยวกับแรงดันลม ความสบาย Grip การสูญเสียแรงดัน และการดูแลยางจักรยานSchwalbe – Tire Pressure

  8. Tannus — Airless Tire Technologyใช้เป็นตัวอย่างเทคโนโลยียาง Airless สมัยใหม่ที่ใช้วัสดุ Polymer แทนระบบแรงดันอากาศTannus – Airless


หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงขึ้นใหม่จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์และข้อมูลทางเทคนิคจากแหล่งอ้างอิงข้างต้น มิได้คัดลอกข้อความจากต้นฉบับโดยตรง

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page