จักรยานยางตันคืออะไร?
จักรยานยางตันคืออะไร? ต่างจากจักรยานยางเติมลมอย่างไร พร้อมข้อดี ข้อเสีย และประวัติความเป็นมา

ถ้าพูดถึงยางจักรยาน ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงคือยางที่ต้องใช้สูบเติมลม และเมื่อเจอตะปู เศษแก้ว หรือของมีคมก็มีโอกาสรั่วหรือแบนได้ แต่จริง ๆ แล้วจักรยานไม่ได้มีเฉพาะยางแบบเติมลมเท่านั้น เพราะยังมี “ยางตัน” หรือ Airless Tire / Solid Tire ที่ไม่จำเป็นต้องเติมลม และแทบจะตัดปัญหาเรื่องยางรั่วออกไปได้เลย
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ยางตันไม่ได้เป็นเทคโนโลยีใหม่ ในทางกลับกันมันมีประวัติอยู่คู่กับจักรยานมาตั้งแต่ยุคแรก ๆ และเกิดขึ้นก่อนที่ยางเติมลมจะแพร่หลายเสียอีก
บทความนี้จะพาไปดูว่า จักรยานยางตันคืออะไร แตกต่างจากยางเติมลมอย่างไร มีข้อดีและข้อเสียอะไร และเพราะเหตุใดยางเติมลมจึงกลายเป็นมาตรฐานของจักรยานมาจนถึงปัจจุบัน
จักรยานยางตัน คืออะไร?
จักรยานยางตัน คือจักรยานที่ใช้ยางซึ่ง ไม่ต้องอาศัยแรงดันอากาศภายในยางเพื่อรองรับน้ำหนักและรักษารูปทรง
ยางตันแบบดั้งเดิมอาจผลิตจากยางเนื้อแน่นทั้งเส้น แต่ยาง Airless สมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องเป็น “ก้อนยางตันแข็ง ๆ” เสมอไป ผู้ผลิตบางรายใช้วัสดุประเภทโฟม โพลิเมอร์ หรือโครงสร้างภายในที่มีช่องอากาศขนาดเล็กจำนวนมาก เพื่อทำให้ยางสามารถยุบตัวและคืนรูปได้คล้ายยางเติมลม
หลักการสำคัญคือ
ไม่มีห้องอากาศที่ต้องสูบลมเข้าไป
ดังนั้นจึงไม่มีแรงดันลมให้สูญเสีย และไม่มี Inner Tube หรือห้องลมที่จะถูกตะปูหรือเศษแก้วเจาะจนเกิดอาการยางแบน
จึงมักเรียกยางประเภทนี้ว่า
Solid Tire
Airless Tire
Puncture-proof Tire ในผลิตภัณฑ์บางประเภท
ยางตัน หรือยางไร้ลม ในภาษาไทย
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสับสนระหว่าง “ยางตัน” กับ “ยางกันหนาม” เพราะยางจักรยานทั่วไปบางรุ่นยังเป็นยางเติมลมเหมือนเดิม เพียงเพิ่มชั้นป้องกันการเจาะเข้าไปใต้ดอกยางเท่านั้น
แล้วจักรยานยางเติมลมคืออะไร?
ยางเติมลม หรือ Pneumatic Tire ใช้อากาศที่มีแรงดันอยู่ภายในยางเป็นส่วนสำคัญในการรับน้ำหนักของจักรยานและผู้ขี่
ระบบที่พบได้ทั่วไปมีสองรูปแบบใหญ่ ๆ คือ
ยางนอก + ยางใน (Clincher with Inner Tube)เป็นระบบจักรยานที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เมื่อเติมลมเข้าไปในยางใน ยางในจะดันยางนอกให้คงรูปและรับน้ำหนัก
Tubelessไม่มี Inner Tube แต่ยังคงเป็น “ยางเติมลม” เพราะใช้แรงดันอากาศภายในยางเช่นเดียวกัน เพียงเปลี่ยนวิธีซีลอากาศระหว่างยางกับขอบล้อ และมักใช้น้ำยาซีลช่วยอุดรูขนาดเล็ก
ดังนั้นคำว่า Airless กับ Tubeless ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
Airless = ไม่ใช้แรงดันอากาศTubeless = ใช้อากาศ แต่ไม่ใช้ยางใน
ยางตันเกิดก่อนยางเติมลม
ประวัติของยางจักรยานน่าสนใจกว่าที่หลายคนคิด
จักรยานยุคแรกในช่วงศตวรรษที่ 19 ยังไม่ได้มีความสะดวกสบายเหมือนจักรยานในปัจจุบัน ถนนจำนวนมากไม่ได้ราบเรียบ และจักรยานหลายรุ่นใช้ล้อและโครงสร้างที่ทำจากไม้หรือโลหะ
เมื่อเทคโนโลยียางธรรมชาติได้รับการพัฒนามากขึ้น โดยเฉพาะกระบวนการ Vulcanization ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ยางจึงมีความแข็งแรง ทนทาน และสามารถนำมาใช้งานกับยานพาหนะได้ดีขึ้น
จักรยานในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จำนวนมากจึงเริ่มใช้ ยาง Solid Rubber ครอบอยู่รอบขอบล้อ
ยางตันช่วยลดแรงกระแทกได้ดีกว่าการใช้ขอบล้อโลหะสัมผัสกับพื้นโดยตรง แต่เมื่อเทียบกับมาตรฐานในปัจจุบัน การขี่จักรยานเหล่านั้นก็ยังค่อนข้างสะเทือน โดยเฉพาะเมื่อวิ่งบนถนนที่ขรุขระ
Science Museum ของอังกฤษถึงกับอธิบายถึงจักรยานยุควิกตอเรียที่ใช้ยางตันว่า ปัญหาแรงสั่นสะเทือนจากถนนเป็นเรื่องสำคัญจนผู้ผลิตต้องทดลองสร้างเฟรมจักรยานที่มีระบบสปริงเพื่อช่วยลดแรงสะเทือน
ยางเติมลมไม่ได้เริ่มต้นจาก Dunlop
ชื่อที่คนส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับการคิดค้นยางเติมลมคือ John Boyd Dunlop
แต่ในทางประวัติศาสตร์ ผู้ที่คิดค้นแนวคิดยางเติมลมก่อนหน้า Dunlop หลายสิบปีคือวิศวกรชาวสกอตชื่อ Robert William Thomson
ในปี ค.ศ. 1845 Thomson ได้พัฒนาและจดสิทธิบัตรสิ่งที่เรียกว่า Aerial Wheel ซึ่งใช้ยางหรือวัสดุที่สามารถบรรจุอากาศไว้ภายใน เพื่อสร้างชั้นอากาศรองรับระหว่างล้อและพื้นถนน
จุดประสงค์ในเวลานั้นไม่ได้มุ่งไปที่จักรยาน แต่เป็นการช่วยให้รถม้าที่วิ่งบนถนนมีความนุ่มนวลและมีเสียงรบกวนน้อยลง
แนวคิดนี้สามารถใช้งานได้จริง แต่ข้อจำกัดด้านวัสดุและต้นทุนการผลิตทำให้ยังไม่สามารถแพร่หลายได้ในเวลานั้น
John Boyd Dunlop และการเปลี่ยนแปลงของจักรยาน
กว่า 40 ปีต่อมา John Boyd Dunlop ซึ่งทำงานเป็นสัตวแพทย์ใน Belfast ได้กลับมาพัฒนาแนวคิดยางเติมลมอีกครั้ง
ประมาณปี ค.ศ. 1887–1888 Dunlop ต้องการทำให้รถสามล้อของลูกชายวิ่งได้สบายขึ้น เขาจึงทดลองทำยางที่มีอากาศอยู่ภายในแล้วนำมาติดกับล้อ
ผลลัพธ์คือจักรยานวิ่งได้นุ่มขึ้นและมีประสิทธิภาพดีขึ้น
Dunlop ได้รับสิทธิบัตรในปี 1888 และหลังจากนั้นได้นำยางไปทดลองใช้กับจักรยานแข่งขัน
ในปี 1889 นักปั่น Willie Hume ใช้ยางลักษณะดังกล่าวแข่งขันและประสบความสำเร็จในการแข่งขันหลายรายการ ทำให้ผู้คนเริ่มเห็นว่าการใช้ “อากาศ” เป็นตัวรองรับน้ำหนักสามารถสร้างความได้เปรียบได้อย่างมาก
ภายหลังพบว่าสิทธิบัตรของ Robert William Thomson มีมาก่อนแล้ว สิทธิบัตรบางส่วนของ Dunlop จึงถูกกระทบจาก prior art ของ Thomson
ดังนั้น หากพูดให้แม่นยำทางประวัติศาสตร์
Thomson คือหนึ่งในผู้บุกเบิกและเป็นผู้จดสิทธิบัตรแนวคิดยางเติมลมก่อน ส่วน Dunlop คือผู้ที่ทำให้ยางเติมลมสำหรับจักรยานสามารถนำมาใช้งานจริงและแพร่หลายได้
จากยางตันสู่ยางเติมลม
ช่วงทศวรรษ 1890 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
National Museum of American History ของ Smithsonian ระบุว่า ผู้ผลิตจักรยานในช่วงนั้นเริ่มเปลี่ยนจาก ยางยางตันที่ติดอยู่กับขอบล้อ ไปสู่ยาง Pneumatic ที่ถอดออกและเติมอากาศได้
ผลที่ตามมาคือจักรยาน
นุ่มขึ้น
ปั่นง่ายขึ้น
วิ่งเร็วขึ้น
และช่วยให้จักรยานได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
ภายในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จักรยานรูปแบบ Safety Bicycle ซึ่งมีล้อหน้าและหลังขนาดใกล้เคียงกัน เฟรมรูปแบบที่คล้ายจักรยานปัจจุบัน ระบบโซ่ และยางเติมลม ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญของจักรยานสมัยใหม่
ทำไมยางเติมลมถึงขี่สบายกว่ายางตัน?
เหตุผลสำคัญคือ อากาศสามารถทำหน้าที่เหมือนสปริงได้
เมื่อยางวิ่งผ่านพื้นผิวที่ไม่เรียบ ยางจะยุบตัวเล็กน้อยเพื่อรับแรงกระแทก ก่อนกลับคืนรูป
แทนที่แรงกระแทกทั้งหมดจะส่งจากพื้น
พื้น → ล้อ → เฟรม → ผู้ขี่
แรงส่วนหนึ่งจะถูกดูดซับจากการเปลี่ยนรูปของยางและแรงดันอากาศภายใน
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แม้จักรยานจะไม่มีโช้กหรือระบบกันสะเทือน ยางเติมลมก็ยังช่วยให้จักรยานขี่สบายได้มาก
ยางตัน vs ยางเติมลม ต่างกันอย่างไร?
หัวข้อ | ยางตัน / Airless | ยางเติมลม / Pneumatic |
ต้องเติมลม | ไม่ต้อง | ต้องเติม |
ปัญหายางรั่ว | แทบไม่มีจากการเจาะทะลุ | มีโอกาสเกิด |
การตรวจแรงดัน | ไม่ต้อง | ควรตรวจเป็นระยะ |
ความนุ่มนวล | โดยทั่วไปแข็งกว่า | ปรับได้ด้วยแรงดันลม |
การปรับให้เหมาะกับน้ำหนัก | ปรับไม่ได้หรือได้น้อย | ปรับแรงดันได้ |
น้ำหนัก | ขึ้นอยู่กับวัสดุ | มีตัวเลือกน้ำหนักมากกว่า |
Rolling Resistance | ขึ้นกับโครงสร้างและวัสดุ | สามารถทำได้ต่ำมาก |
การติดตั้ง | บางรุ่นติดตั้งค่อนข้างยาก | โดยทั่วไปง่ายกว่า |
การดูแล | ต่ำมาก | ต้องเติมลม/ซ่อมเมื่อรั่ว |
เหมาะกับ | รถใช้งานในเมือง รถเช่า รถที่เน้นความพร้อมใช้ | จักรยานทั่วไป กีฬา Touring MTB Road ฯลฯ |
ข้อดีของจักรยานยางตัน
1. แทบไม่ต้องกังวลเรื่องยางรั่ว
นี่คือจุดแข็งที่ชัดเจนที่สุด
เพราะไม่มีห้องอากาศ จึงไม่มีอากาศให้รั่วออกเมื่อถูกตะปู เศษแก้ว หรือวัตถุแหลมแทงเข้าไปในลักษณะเดียวกับยางเติมลม
สำหรับจักรยานที่ต้องวิ่งทุกวัน เช่น
จักรยานส่งของ
จักรยานเช่า
จักรยานในโรงงาน
จักรยานสำหรับเดินทางไปทำงาน
การลดความเสี่ยงจากยางแบนระหว่างทางอาจมีความสำคัญมากกว่าน้ำหนักหรือสมรรถนะสูงสุด
2. ไม่ต้องตรวจลมยาง
ยางจักรยานเติมลมจะค่อย ๆ สูญเสียแรงดันตามธรรมชาติ
Schwalbe ระบุว่าการสูญเสียแรงดันของยางในจักรยานสามารถเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแนะนำให้ตรวจแรงดันเป็นระยะ
ยาง Airless ไม่มีปัญหานี้
ไม่ว่าจักรยานจะถูกจอดไว้หลายวัน เมื่อหยิบขึ้นมาใช้งานก็ไม่ต้องเริ่มจากการตรวจว่า “ลมอ่อนหรือยัง”
3. ลดอุปกรณ์ที่ต้องพก
ผู้ที่ใช้ยางเติมลมเดินทางไกลมักต้องเตรียม
ยางในสำรอง
ที่งัดยาง
สูบลม
ชุดปะยาง
หรือ CO₂ Inflator
แต่หากเป็นยางตัน ปัญหาเกี่ยวกับการรั่วจาก Inner Tube จะหายไป
4. เหมาะกับจักรยานที่ต้องการความพร้อมใช้งานสูง
สำหรับจักรยานสาธารณะ จักรยาน Fleet หรือจักรยานในองค์กร การที่จักรยานหนึ่งคันต้องหยุดให้บริการเพราะยางรั่วอาจมีต้นทุนด้านแรงงานและการซ่อมบำรุง
ยาง Airless จึงมีความน่าสนใจในงานประเภทนี้เป็นพิเศษ
ข้อเสียของจักรยานยางตัน
ยางตันไม่ได้ดีกว่ายางเติมลมในทุกด้าน
หากเป็นเช่นนั้น ยางเติมลมคงไม่ได้ครองตลาดจักรยานมากกว่าร้อยปี
1. ความนุ่มนวลมักสู้ยางเติมลมได้ยาก
นี่ถือเป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุด
ยางเติมลมสามารถเปลี่ยนรูปตามพื้นถนนได้ดี และผู้ขี่สามารถปรับแรงดันให้เหมาะกับน้ำหนัก สภาพถนน และรูปแบบการขี่
Schwalbe อธิบายว่าแรงดันที่ต่ำลงในระดับที่เหมาะสมสามารถเพิ่มความสามารถของยางในการดูดซับแรงสะเทือนและเพิ่ม Grip ได้
ยางตันไม่มีตัวแปร “แรงดันลม” ให้ปรับ
ผู้ผลิตจึงต้องพยายามเลียนแบบคุณสมบัตินี้ด้วยชนิดของยาง โฟม หรือโครงสร้าง Polymer แทน
2. Rolling Resistance อาจสูงกว่าในบางรูปแบบ
Rolling Resistance หรือแรงต้านการหมุนเกิดจากพลังงานที่สูญเสียไปขณะยางเปลี่ยนรูป
Schwalbe อธิบายว่าการเปลี่ยนรูปของยางเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของ Rolling Resistance
ยางตันแบบดั้งเดิมที่มีวัสดุจำนวนมากต้องยุบและคืนรูปทุกครั้งที่ล้อหมุน จึงอาจสูญเสียพลังงานมากกว่ายาง Pneumatic ประสิทธิภาพสูง
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมารวมว่า “ยางตันทุกชนิดต้องปั่นหนักกว่าเสมอ”
เทคโนโลยี Airless สมัยใหม่ใช้วัสดุ Polymer และ Foam ที่มีน้ำหนักและความยืดหยุ่นแตกต่างจากยางตันในอดีต ตัวอย่างเช่น Tannus ระบุว่ายาง Airless รุ่นปัจจุบันถูกออกแบบให้มีน้ำหนักและสมรรถนะใกล้เคียงยางทั่วไป
สมรรถนะจริงจึงต้องพิจารณาเป็นรายผลิตภัณฑ์
3. ปรับความแข็งของยางไม่ได้
นี่เป็นข้อแตกต่างที่คนเล่นจักรยานจะรู้สึกได้อย่างชัดเจน
ยางเติมลมสามารถปรับแรงดันให้เหมาะกับ
น้ำหนักผู้ขี่
น้ำหนักสัมภาระ
ถนน
ความเร็ว
สภาพพื้นผิว
ความต้องการ Grip
ความต้องการความนุ่ม
ตัวอย่างเช่น จักรยาน Gravel หรือ MTB สามารถลดแรงดันเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสกับพื้นและช่วยดูดซับแรงกระแทก
แต่ยางตันมีค่าความแข็งและการยุบตัวที่ถูกกำหนดจากโรงงานเป็นหลัก
4. การติดตั้งอาจยากกว่า
ยาง Airless ต้องยึดกับขอบล้อโดยไม่มีแรงดันอากาศภายในช่วยดัน Bead ของยางเข้ากับขอบล้อ
ผู้ผลิตจึงต้องใช้ระบบยึดเฉพาะหรือออกแบบให้ยางฟิตกับขอบล้อมากเป็นพิเศษ
ยางบางรุ่นจึงติดตั้งหรือถอดออกยากกว่ายางจักรยานทั่วไป
5. ตัวเลือกขนาดและสมรรถนะยังไม่หลากหลายเท่ายางเติมลม
ตลาดยางเติมลมมีการพัฒนามากกว่าหนึ่งศตวรรษ
ปัจจุบันจึงมีตั้งแต่
Road BikeMountain BikeGravelTouringBMXFolding BikeCargo BikeE-Bike
พร้อม Compound, Tread Pattern, Casing และระดับแรงดันให้เลือกจำนวนมาก
Airless Tire ยังมีตลาดเล็กกว่า จึงไม่สามารถให้ตัวเลือกได้หลากหลายเท่าในหลายประเภทของจักรยาน
ข้อเสียของยางเติมลมก็มีเช่นกัน
ถึงแม้ Pneumatic Tire จะให้สมรรถนะและความสบายสูง แต่ก็มีข้อแลกเปลี่ยน
ยางรั่วได้
ตะปู เศษแก้ว หินคม หรือโลหะสามารถทำให้ยางรั่วได้
ระบบยางในยังสามารถเกิด Pinch Flat ได้หากแรงดันต่ำและกระแทกขอบหลุมอย่างแรง
ต้องตรวจแรงดัน
แรงดันอากาศลดลงตามเวลา จึงต้องมีการตรวจและเติมลมเป็นระยะ
ต้องเลือกแรงดันให้เหมาะสม
แรงดันสูงเกินไปอาจทำให้ขี่แข็งและ Grip ลดลงบนพื้นบางประเภท
แรงดันต่ำเกินไปอาจทำให้ยางยุบตัวมาก เพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายและส่งผลต่อประสิทธิภาพ
ดังนั้น “เติมลมแข็งที่สุด” ไม่ได้หมายถึง “ดีที่สุด” เสมอไป
ทำไมจักรยานส่วนใหญ่ในโลกยังใช้ยางเติมลม?
คำตอบคือ ความสามารถในการสร้างสมดุลระหว่างน้ำหนัก ความสบาย Grip และประสิทธิภาพ
อากาศเป็นวัสดุรองรับน้ำหนักที่เบามาก
เมื่อออกแบบโครงสร้างยางอย่างเหมาะสม ผู้ผลิตสามารถสร้างยางที่
น้ำหนักเบา
ยุบตัวตามพื้นถนนได้
ยึดเกาะดี
ปั่นได้เร็ว
ปรับพฤติกรรมได้ด้วยแรงดันลม
นี่คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่หลังจาก Pneumatic Tire เริ่มแพร่หลายในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ยางเติมลมจึงค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ยางตัน และกลายเป็นมาตรฐานของจักรยานมาจนถึงปัจจุบัน
Smithsonian ระบุว่าการเปลี่ยนจาก Solid Rubber Tire มาเป็น Pneumatic Tire ในยุค 1890 ช่วยให้จักรยานนุ่มขึ้น ปั่นง่ายขึ้น และเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แล้วทำไมปัจจุบัน “ยางตัน” ถึงกลับมาได้รับความสนใจ?
เพราะรูปแบบการใช้จักรยานเปลี่ยนไป
จักรยานในปัจจุบันไม่ได้ถูกใช้เพื่อการแข่งขันหรือการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ยังถูกใช้ในระบบ
Bike Sharing
Delivery
Last-mile Transportation
จักรยานโรงงาน
จักรยานสำหรับเดินทางในเมือง
E-Bike
การใช้งานเหล่านี้บางประเภทให้ความสำคัญกับ Reliability และ Maintenance Cost มากกว่าน้ำหนักหรือความเร็วสูงสุด
พร้อมกันนั้น เทคโนโลยีด้าน Polymer และวัสดุสังเคราะห์ก็พัฒนาไปมาก ทำให้ Airless Tire สมัยใหม่สามารถออกแบบให้มีความยืดหยุ่นและน้ำหนักลดลงกว่ายางตันในอดีต
จึงอาจกล่าวได้ว่า
ยางตันไม่ได้กลับมาเพราะมันสามารถแทนที่ยางเติมลมได้ทุกกรณี แต่กลับมาเพราะเทคโนโลยีใหม่ทำให้มันสามารถแก้ปัญหาบางประเภทได้ดีมาก
แล้วควรเลือกยางตันหรือยางเติมลม?
คำตอบขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์
หากต้องการจักรยานที่
หยิบแล้วขี่ได้เลย ไม่ต้องเติมลม และไม่อยากกังวลเรื่องยางรั่ว
Airless Tire หรือยางตันเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะจักรยานใช้งานในเมือง
แต่ถ้าให้ความสำคัญกับ
ความนุ่มนวล ประสิทธิภาพ น้ำหนัก Grip และความสามารถในการปรับแต่ง
ยางเติมลมยังมีข้อได้เปรียบอย่างมาก และเป็นเหตุผลว่าทำไมจักรยาน Road, MTB, Gravel, Touring และจักรยานสมรรถนะสูงส่วนใหญ่ยังคงใช้ Pneumatic Tire
สรุป
ประวัติศาสตร์ของยางจักรยานเหมือนหมุนกลับมาเป็นวงกลม
จักรยานเริ่มต้นจากล้อแข็งและยางตัน ก่อนที่การถือกำเนิดของยางเติมลมในศตวรรษที่ 19 จะเปลี่ยนประสบการณ์การขี่จักรยานไปอย่างมาก
Robert William Thomson เป็นผู้บุกเบิกแนวคิด Pneumatic Tire ตั้งแต่ปี 1845 ก่อนที่ John Boyd Dunlop จะพัฒนาแนวคิดนี้ให้เหมาะกับจักรยานในช่วงปลายทศวรรษ 1880 จนยางเติมลมแพร่หลายไปทั่วโลก
กว่า 130 ปีต่อมา ยางตันกำลังกลับมาอีกครั้งในชื่อของ Airless Tire
แต่ครั้งนี้ไม่ได้กลับมาในรูปของก้อนยางแข็งแบบในอดีตเพียงอย่างเดียว หากแต่มี Polymer, Foam และเทคโนโลยีวัสดุสมัยใหม่เข้ามาช่วยลดข้อเสียเดิม
ท้ายที่สุดจึงไม่มีคำตอบว่า
“ยางตันหรือยางเติมลม แบบไหนดีกว่ากัน?”
แต่ควรถามว่า
“จักรยานคันนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้งานแบบไหน?”
เพราะยางที่เหมาะกับจักรยานซึ่งต้องวิ่งทุกวันโดยไม่ต้องการการบำรุงรักษา อาจแตกต่างอย่างมากจากยางที่เหมาะกับนักปั่นซึ่งต้องการความเร็ว ความนุ่มนวล และประสิทธิภาพสูงสุด
และนั่นคือเหตุผลที่ทั้ง Pneumatic Tire และ Airless Tire ยังคงมีพื้นที่ของตัวเองในโลกจักรยานยุคปัจจุบัน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
National Museums Scotland — The Dunlop tyre: Air apparentข้อมูลประวัติ Robert William Thomson, John Boyd Dunlop, การพัฒนา Pneumatic Tire และการแข่งขันจักรยานในปี 1889National Museums Scotland – The Dunlop tyre: Air apparent
Smithsonian National Museum of American History — A smoother rideข้อมูลการเปลี่ยนจาก Solid Rubber Tire มาเป็น Pneumatic Tire ในจักรยานช่วงทศวรรษ 1890Smithsonian – A smoother ride
Smithsonian Institution — The Safety Bicycle and Beyondข้อมูลประวัติ Safety Bicycle และบทบาทของ Pneumatic Tire ต่อการพัฒนาจักรยานสมัยใหม่Smithsonian – The Safety Bicycle and Beyond
Science Museum Group — Pneumatic cycle tyre, 1888ข้อมูลตัวอย่างยางจักรยาน Pneumatic ของ Dunlop ปี 1888Science Museum Group – Pneumatic cycle tyre
Science Museum Group — Replica of a Thomson Pneumatic Tyreข้อมูลยาง Pneumatic ตามสิทธิบัตรของ Robert William Thomson ปี 1845Science Museum Group – Thomson Pneumatic Tyre
Schwalbe — Rolling Resistanceข้อมูลทางเทคนิคเกี่ยวกับ Rolling Resistance การเปลี่ยนรูปของยาง ความกว้าง และแรงดันลมSchwalbe – Rolling Resistance
Schwalbe — Tire Pressureข้อมูลเกี่ยวกับแรงดันลม ความสบาย Grip การสูญเสียแรงดัน และการดูแลยางจักรยานSchwalbe – Tire Pressure
Tannus — Airless Tire Technologyใช้เป็นตัวอย่างเทคโนโลยียาง Airless สมัยใหม่ที่ใช้วัสดุ Polymer แทนระบบแรงดันอากาศTannus – Airless
หมายเหตุ: บทความนี้เรียบเรียงขึ้นใหม่จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์และข้อมูลทางเทคนิคจากแหล่งอ้างอิงข้างต้น มิได้คัดลอกข้อความจากต้นฉบับโดยตรง





ความคิดเห็น